ReadyPlanet.com
dot dot
bulletประวัติวัดโพธิ์แมนคุณาราม
bulletประวัติพุทธศาสนาในประเทศจีน
bulletประวัติคณะสงฆ์จีนนิกาย
bulletพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
bulletพัดยศสมณศักดิ์
bulletระเบียบการปกครองคณะสงฆ์จีนนิกาย
bulletภาพวาดเจ้าคณะ
bulletประวัติพระอาจารย์โพธิ์แจ้ง
bulletประวัติและผลงานหลวงพ่อ
bulletโอวาทหลวงพ่อ
dot
ทำเนียบวัดและสำนักสงฆ์
dot
bulletวัดโพธิ์แมนคุณาราม 普門報恩寺
bulletวัดมังกรกมลาวาส龍蓮寺
bulletวัดโพธิ์เย็น普仁寺
bulletวัดฉื่อฉาง慈善寺
bulletวัดโพธิทัตตาราม普德寺
bulletวัดหมื่นพุทธเมตตาคุณาราม萬佛慈恩寺
bulletวัดเทพพุทธาราม仙佛寺
bulletวัดทิพยวารีวิหาร甘露寺
bulletวัดบำเพ็ญจีนพรต永福寺
bulletวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์普頌皇恩寺
bulletวัดเมตตาธรรมโพธิญาณ慈悲山菩提寺
bulletวัดจีนประชาสโมสร龍福寺
bulletวัดมังกรบุปผาราม龍華寺
bulletวัดคิชกูฎวิหาร(เล่งจิ๋วเจ็งเสี่ย)靈鷲精舍
bulletสำนักสงฆ์สุธรรม玄宗精舍
bulletสำนักสงฆ์กวงเม้งเจ็งเสี่ย光明精舍
bulletสำนักสงฆ์กั๊กฮึ้งเนี่ยมฮุกลิ้ม覺園念佛林
dot
รวมลิงค์เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletวัดมังกรกมลาวาส 龍蓮
bulletวัดโพธิ์เย็น 普仁寺
bulletวัดโพธิทัตตาราม 普德寺
bulletสำนักสงฆ์สุธรรม 玄宗精
dot
Newsletter

dot


พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน 大乘教理

พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

大乘教理

 

ความหมายของคำว่า  มหายาน

 

มหายาน  มาจากธาตุศัพท์ มหา + ยาน แปลว่า พาหนะที่ใหญ่ เป็นคำเรียกที่อาศัยการเปรียบเทียบ จากคำว่า หินยานซึ่งมาจากศัพท์ว่า หีน + ยาน  ซึ่งมหายานแปลว่า  พาหนะที่เล็ก ๆมหายานยังมีความหมายว่า ยานที่สูงสุดและตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายาน คำว่ามหายาน ไม่เพียงแต่เป็นยานใหญ่ ยานที่สูงสุดเท่านั้น ยังเป็นยานที่รับคนได้ทุกประเภท ทุกอาชีพ ทุกวัย และรวมทั้งสัตว์โลกทุกรูปนามด้วย  และยานนี้ยังหมายถึงยานที่จะไปถึงพุทธภูมิ แล้วสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้

มหายาน  จึงหมายถึงการขนสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากกว่าสาวกยาน ในมหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์ คุรุนาคารชุน ปราชญ์ฝ่ายมหายาน ได้อธิบายไว้ว่า  พระพุทธธรรมมีเอกรสเดียว คือ รสแห่งวิมุติ ความรอดพ้นจากปวงทุกข์ แต่ชนิดของรสมี 2 ชนิด คือ ชนิดแรกเพื่อตัวเอง ชนิดที่สองเพื่อตัวเองและสรรพสัตว์ด้วยอันหมายความว่า ฝ่ายสาวกยานมุ่งความหลุดพ้นเฉพาะตน ไม่มีปณิธานในการโปรดสรรพสัตว์ แต่ฝ่ายมหายานตรงกันข้าม ย่อมมุ่งพุทธภูมิกันเพื่อขนสัตว์ให้พ้นทุกข์จนหมดสิ้น  อธิบายว่า พุทธศาสนิกชนฝ่ายสาวกยานโดยทั่วไปแล้วมุ่งแต่อรหัตภูมิเป็นสำคัญ  ฉะนั้น จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สาวกยานส่วนพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานแล้วมุ่งพุทธภูมิทั้งนั้น จึงมีชื่อว่า โพธิสัตวยานบ้าง  พุทธยานบ้าง

สรุปแล้ว ยานในพระพุทธศาสาได้แบ่งออกเป็น 3 คือ

1.   สาวกยาน (เซียบุ่งเส็ง) คือยานของพระสาวก ที่มุ่งเพียงอรหัตภูมิ ซึ่งรู้แจ้งในอริยสัจ 4 ด้วยการสดับจากพระพุทธเจ้า

2.   ปัจเจกยาน (ตกกักเส็ง) คือยานของพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้แก่ผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถแสดงธรรมสั่งสอนสัตว์ให้บรรลุมรรคผลได้

3.   โพธิสัตวยาน (พู่สักเส็ง)  คือยานของพระโพธิสัตว์ ซึ่งได้แก่ผู้มีใจคอกว้างขวาง ประกอบด้วยมหากรุณาในสรรพสัตว์ ไม่ต้องการอรหัตภูมิ  ปัจเจกภูมิ แต่ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อโปรดสัตว์ได้กว้างขวางกว่า 2 ยานแรก และเป็นผู้รู้แจ้งในศูนยตาธรรม

 

ตรีกายของพระพุทธเจ้า

 

หลักใหญ่ ๆ ของมหายานอยู่ที่หลักเรื่อง ตรีกายกายทั้ง 3 ของพระพุทธเจ้า

หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เหล่าสาวกเริ่มคิดถึงความเป็นอัจฉริยะของพระองค์มากยิ่งขึ้น ตามทัศนะของสาวกยานิกชน พระพุทธเจ้าเป็นอภิบุคคล ผู้ได้บรรลุความสมบูรณ์แห่งปัญญาในชีวิตนี้ เพราะอำนาจความเจริญทางจิตใจ และบุญกรรมที่ได้สั่งสมมาแต่อดีตชาติ ความเคารพอันลึกซึ้งที่เหล่าสานุศิษย์ของพระองค์มีอยู่ ทำให้ไม่พอใจด้วยความเป็นมนุษย์ธรรมสามัญของพระบรมครูของตน จึงพยายามสร้างสรรค์ให้พระองค์เป็นสิ่งที่เหนือกว่าวิญาณอมตะ ถึงคัมภีร์บาลีก็ได้กล่าวถึงชีวิตอันสูงล้ำสำหรับพระพุทธเจ้า นอกเหนือไป จากชีวิตโลกีย์อีกด้วย    เพราะความคิดว่า พระพุทธเจ้ามีสภาพสูงล้ำเหนือชีวิตโลกีย์  จึงทำให้ ปราชญ์ฝ่ายมหายานอธิบายถึงพระพุทธเจ้าใน 3 วิธีคือ

1.    นิรมาณกาย หมายถึง กายที่เปลี่ยนแปลงได้ ตามสภาพของสังขารในฐานะที่เป็นมนุษย์ พระศากยมุนีผู้ท่องเที่ยวอยู่บนโลก สั่งสอนธรรมแก่สานุศิษย์ของพระองค์ ดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา

2.    สัมโภคกาย  หมายถึง กายอันมีส่วนแห่งความรื่นเริงในฐานะเป็นพุทธอุดมคติผู้สั่งสอนแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย   ซึ่งเป็นกายของพระพุทธองค์อันสำแดงปรากฏให้เห็นเฉพาะหมู่ พระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ เป็นทิพย-ภาวะมีรัศมีรุ่งเรืองแผ่ซ่านทั่วไป  เพราะฉะนั้น แม้จนกระทั่งบัดนี้ พระโพธิสัตว์ก็ยังอาจจะเห็นพระศากยมุนีพุทธเจ้าได้ในรูปสัมโภคกาย พระพุทธองค์ยังทรงอาจสดับคำสวดมนต์ของเรา แม้พระองค์จะดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็ดี  ทั้งนี้ก็ด้วยการดับขันธปรินิพพานนั้นเป็นเพียงการสำแดงให้เห็นปรากฏในรูปนิรมานกายเท่านั้น

3.    ธรรมกาย  หมายถึง กายอันเกิดจากธรรม ในฐานะเป็นสภาพสูงสุด หลักแห่งความรู้  ความกรุณา และความสมบูรณ์   ธรรมกาย ตามนัยแห่งเถรวาทหมายถึงพระคุณทั้ง 3 ของพระพุทธเจ้า อันได้แก่ พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ 

จุดหมายสูงสุดของมหายาน

 

              หลักสำคัญของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน คือหลักแห่งพระโพธิสัตวภูมิ ซึ่งเป็นหลักที่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานแต่ละนิกายยอมรับนับถือ ทุกๆ นิกายย่อมมุ่งหมายโพธิสัตวภูมิ ซึ่งเป็นเหตุที่ให้บรรลุพุทธภูมิ บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่จะบรรลุถึงพุทธภูมิได้ ก็ต้องผ่านการบำเพ็ญจริยธรรมแห่งพระโพธิสัตว์มาก่อน ทั้งสิ้น

 

มนุษย์ทุกคนมีพุทธภาวะ

 

              พุทธภาวะคือธรรมชาติการรู้แจ้ง ของมนุษย์ทุกคน ที่สามารถพัฒนาตนได้จนถึงความพ้นทุกข์ ความหมายและความเป็นพุทธภาวะ โดยจะยึดถือตามแนวของท่าน เว่ยหล่าง (ฮุ่ยเล้ง) สังฆปรินายกองค์ที่ 6 แห่งนิกายธยานหรือเซน ในประเทศจีน ซึ่งท่านได้อรรถาธิบายว่าปัญญาญาณ ที่ทำสัตว์ให้ลุถึงการตรัสรู้นั้น มีอยู่ในตัวเราทุก ๆ คนเรียกว่าพุทธภาวะ แต่เป็นเพราะมีอวิชชาความมืดบอดที่ครอบงำใจของเราไว้  เราจึงมองไม่เห็นมันด้วยตนเอง จนเราต้องเสาะแสวงคำแนะนำตักเตือนจากผู้อื่น ที่เขาได้เห็นแจ้งแล้วก่อนหน้าที่เราจะรู้จักจิตเดิมแท้ของเราเอง  เราควรจะทราบไว้ว่า  ถ้าธรรมชาติแห่งการเป็นพุทธยังถูกห่อหุ้มเกี่ยวพันอยู่เพียงใดแล้ว ก็ไม่มีความแตกต่างอะไรกัน ระหว่างผู้ที่เห็นแจ้งกับผู้ที่มืดบอด ข้อที่แตกต่างกันนั้น อยู่ที่คนหนึ่งได้ตรัสรู้แจ่มแจ้ง เพราะพุทธภาวะอันเกี่ยวกับผู้นั้นถูกเพิกถอนเครื่องห่อหุ้มได้หมดจดแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งยังมืดมิดอยู่ แม้แต่บรรดาพวกที่สวดร้องถึงคำว่า ปรัชญา  อยู่ตลอดทั้งวัน  ก็ดูเหมือนว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้ทราบเลยว่า  ปรัชญานั้นมีอยู่ในธรรมชาติเดิมของเขาเองแล้ว ก็การที่เพียงแต่พูดกันถึงอาหาร ย่อมไม่อาจบำบัดความหิวได้ฉันใด  ในกรณีของบุคคลผู้เอ่ยถึงปรัชญาแต่ปาก ก็ไม่อาจขจัดความมืดบอดได้ฉันนั้น  เราอาจพูดกันถึงเรื่องศูนยตา เป็นเวลาตั้งแสนกัลป์ก็ได้  แต่ว่าลำพังการพูดอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เราเห็นแจ้งในจิตเดิมแท้ได้ และในที่สุดก็ไม่ได้อะไรตามที่ตนประสงค์เลย

 

วิสุทธิภูมิ พุทธภูมิ

 

มหายานมีมติว่า พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มีจำนวนมากมายดุจเมล็ดทรายในคงคา นที  และในจักรวาลอันเวิ้งว้างนี้ ก็มีโลกธาตุที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติแสดงพระสัทธรรมเทศนาอยู่ทั่วไปนับประมาณมิได้ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เช่น ปัจจุบันโลกธาตุของเราว่างจากพระพุทธเจ้ามา 2 พันกว่าปี แต่ในขณะนี้ ณ โลกธาตุอื่นก็มีพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และกำลังสั่งสอนสรรพสัตว์  โลกธาตุที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัตินั้น บางทีเรียกว่า พุทธเกษตร     บางพุทธเกษตรบริสุทธิ์สมบูรณ์ด้วยทิพยภาวะน่ารื่นรมย์ สำเร็จแล้วด้วยอำนาจปณิธานของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็มี สำเร็จแล้วด้วยกรรมนิยมของสัตว์ก็มี เป็นสถานที่สรรพสัตว์ในโลกธาตุอื่น ๆ ควรมุ่งไปเกิด  พุทธภูมิที่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางในหมู่พุทธศาสนิกชน ที่สำคัญและมีชื่อเสียงโด่งดัง คือ  สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะ อยู่ทางทิศตะวันตกแห่งหนึ่ง พุทธเกษตรของพระพุทธไภสัชชคุรุไวฑูรย์ประภา-ราชา อยู่ทางทิศตะวันออก เป็นพุทธเกษตรซึ่งมีรัศมีไพโรจน์แล้วด้วยมณีไพฑูรย์ พุทธเกษตรของพระอักโษภยะแห่งหนึ่ง และมณฑลเกษตรของพระเมตไตรยโพธิสัตว์ในดุสิตสวรรค์อีกแห่งหนึ่ง  เกษตรทั้ง 4 นี้ ปรากฏว่าสุขาวดีพุทธเกษตรของพระอมิตาภะ เป็นที่นิยมของพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานมากที่สุด ถึงกับสามารถตั้งเป็นนิกายโดยเอกเทศต่างหาก

 

หลักแห่งโพธิสัตวยาน

 

            โพธิสัตวยาน (พู่สักเส็ง)  คือยานของพระโพธิสัตว์ ซึ่งได้แก่ผู้มีใจคอกว้างขวาง ประกอบด้วยมหากรุณาในสรรพสัตว์ ไม่ต้องการอรหัตภูมิ  ปัจเจกภูมิ แต่ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อโปรดสัตว์ได้กว้างขวาง และเป็นผู้รู้แจ้งในศูนยตาธรรม  หลักพระโพธิสัตวยานนั้น ถือว่าจะต้องบำเพ็ญ ทศปารมิตาหรือทศบารมีให้สมบูรณืจึงจะบรรลุการตรัสรู้ได้

ทศ ปารมิตา.คือ บารมี 10  ได้แก่

1.ทานปารมิตา หรือ  ทานบารมี                

2.ศีลปารมิตา หรือ  ศีลบารมี

3.กฺษานฺติปารมิตา  หรือ ขันติบารมี          

4.วีรฺยปารมิตา  หรือ วิริยบารมี

5.ธฺยานปารมิตา  หรือ  ฌานบารมี            

6.ปรชฺาปารมิตา  หรือ  ปัญญาบารมี

7.อุปายปารมิตา หรืออุบายบารมี 

8.ปฺรณิธานปารมิตาหรือประณิธานบารมี

9.พลปารมิตา หรือ พลบารมี                                

10.ชฺานปารมิตา  หรือ ญาณบารมี

อันที่จริง หลักนี้อาจสงเคราะห์ลงในหลักอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นมูลอนุศาสนีของพระพุทธศาสนา ตามแนวแห่งพระพุทธศาสนาฝ่ายทักษิณนิกาย เราถือว่าทุกข์ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ นิโรธต้องทำให้แจ้ง มรรคต้องเจริญ  ฝ่ายโพธิสัตวยานก็เหมือนกัน แต่มีข้ออธิบายเพิ่มเติมคือ ทุกข์ นอกจากจะต้องกำหนดรู้ด้วยตนเองแล้ว เราจำต้องให้สรรพสัตว์กำหนดรู้ทุกข์ด้วย  ไม่ใช่ตัวเรากำหนดรู้ทุกข์เพียงคนเดียว แม้สมุทัย นิโรธ มรรค ก็มีอรรถาธิบายเช่นเดียวกัน นี้เป็นอริยสัจ 4 ของพระโพธิสัตวยาน อันแตกต่างจากฝ่ายทักษิณนิกาย    โพธิสัตวจริยา ข้อที่จะต้องบำเพ็ญ คือบารมี 6 อัปปมัญญา 4 และมหาปณิธาน 4บารมีนั้น ความจริงมีอยู่ 10 แต่ย่อลงเป็น 6 มีทาน ศีล วิริยะ ขันติ ฌาน และ ปัญญา (รวมถึง อุบาย ประณิธาน พละ ชญาน)

              นอกจากบารมี 6 ประการนี้ พระโพธิสัตว์ยังจะต้องมีอัปปมัญญาภาวนาอีก 4 คือ  เมตตา กรุณา  มุทิตา  และอุเบกขา  เรียกอีกนัยหนึ่งว่า อัปปมาณหฤทัยซึ่งในพระพุทธธรรมฝ่ายเถรวาทก็มีเหมือนกัน  มีคำอธิบายว่า เมตตา พระโพธิสัตว์ต้องให้ความสุขแก่สรรพสัตว์  กรุณา พระโพธิสัตว์ต้องปลดเปลื้องความทุกข์ของสรรพสัตว์   มุทิตา พระโพธิสัตว์ต้องยินดีอนุโมทนา  เมื่อสัตว์พ้นทุกข์และได้สุข  ส่วน อุเบกขา  ตามรูปศัพท์ภาษาจีนแปลว่า ละ คือ พระโพธิสัตว์จะต้องไม่ยึดถือในความดี ว่าตนได้บำเพ็ญไปให้ผู้ใดผู้หนึ่ง และไม่ยึดถือในการปรารถนาตอบแทนด้วย  พระโพธิสัตว์จะต้องรำลึกเสมอว่า คุณความดีที่ท่านได้บำเพ็ญนั้น ต้องมีความรู้สึกว่า ท่านมิได้บำเพ็ญ ต้องไม่รู้สึกยึดถือว่าท่านบำเพ็ญความดี ตราบใดที่มีความรู้สึกว่าตัวเราเข้าไปแทรกในการทำอย่างนี้อยู่  ตราบนั้นก็ยังไม่นับว่าทำถูกตามจุดประสงค์ ยกตัวอย่างด้วยการให้ทาน  พระโพธิสัตว์จะต้องรู้สึกว่าไม่มีผู้ให้และไม่มีวัตถุที่จะให้  ตลอดจนไม่มีผู้ที่จะรับทานด้วย  พระโพธิสัตว์องค์ใดถ้ายังมีความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้ ก็ยังจัดเข้าเป็นการทำทานอย่างโลกิยะไป  ต้องทำลายความยึดถือว่า เรากำลังทำความดี ทำลายความยึดถือว่า ผู้นั้นผู้นี้กำลังรับทานจากเราเสียก่อน จึงจะเป็นลักษณะของการให้ทานอย่างพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง

 

พระโพธิสัตว์ย่อมประกอบด้วยคุณสมบัติ 3  ประการ  

 

1.มหาปรัชญา(ไต่ตี่) หรือปัญญาอันยิ่งใหญ่ หมายความว่า  จะต้องเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งสัจธรรมไม่ตกเป็นทาสของกิเลส การบวชก็เพื่อเอาชนะกิเลสที่มีอยู่ในตนให้ได้ด้วยความเพียรและปัญญาเป็นการสร้างอัตตัตถประโยชน์คือประโยชน์เพื่อตนเองให้ถึงพร้อม

2.มหากรุณา(ไต่ปุย) หมายความว่า จะต้องเป็นผู้มีจิตใจกรุณาต่อสรรพสัตว์ปราศจากขอบเขต พร้อมที่จะสละตนเองเพื่อช่วยเหลือสัตว์ให้พ้นทุกข์ ข้อนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ของภิกษุสามเณร ที่จะอนุเคราะห์ผู้อื่นมีบิดามารดาเป็นต้น จัดเป็นปรัตถประโยชน์ คือบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น

3.มหาอุปาย(ไต่ฮวงเปี๋ยง)  หมายความว่า  พระโพธิสัตว์จะต้องมีวิธีการชาญฉลาดในการแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้เข้าถึงสัจธรรม ข้อนี้ก็เป็นการบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น

มหาปณิธาน 4 นอกจากดังที่กล่าวมาแล้ว พระโพธิสัตว์ต้องตั้งมหาปณิธาน4

            

              1.สรรพสัตว์ทั้งหลายอันประมาณมิได้           เราจักโปรดให้หมดสิ้น  เราจะต้องปลดเปลื้องสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์  ข้อนี้เทียบด้วยอริยสัจ 4 ในข้อทุกขสัจ  ซึ่งมีหน้าที่ต้องกำหนดรู้ คือเมื่อเรารู้ว่าเราทุกข์ เราก็ย่อมแจ้งให้คนอื่น ๆ ทราบว่า  เขาก็มีทุกข์เช่นเดียวกัน   แต่พระโพธิสัตว์จะต้องปรารถนาความพ้นทุกข์แห่งสรรพสัตว์อีกด้วย

              2.    กิเลสทั้งหลายที่ไม่สงบระงับ      เราจะกำจัดให้หมดสิ้น  เราจะต้องละทิ้งทำลายให้หมด  และปรารถนาที่จะให้สรรพสัตว์ทำลายกิเลสเหล่านั้นด้วย  ข้อนี้เทียบด้วยข้อสมุทัยคือตัณหาซึ่งเราจะต้องละ  จะเจริญไม่ได้  ข้างฝ่ายมหายานถือว่า นอกจากตัวเราจะทำลายกิเลสของเราเองแล้ว จึงต้องช่วยแนะนำให้สรรพสัตว์ทำลายกิเลสของเขาด้วย

              3. ธรรมทั้งหลายอันไม่มีประมาณ เราจะต้องศึกษาให้เจนจบ  เราจักต้องเรียนรู้และทำความศึกษาปฏิบัติ  เทียบด้วยมรรคสัจซึ่งต้องเจริญให้มีขึ้น  เราจึงจะกำหนดรู้ทุกข์และสมุทัยได้ และจะต้องยังสรรสัตว์ให้ศึกษาในพระธรรมด้วย

              4.    พุทธมรรคอันประเสริฐ  เราจะต้องบรรลุให้จงได้ เทียบด้วยทำนิโรธสัจให้แจ้ง และจะต้องยังสรรพสัตว์ให้บรรลุถึงด้วย  เพราะฉะนั้น ตามปณิธานทั้ง 4 นี้  เมื่อเทียบกับหลักอริยสัจแล้วจะเห็นว่า  ฝ่ายมหายานต้องการจะปลดเปลื้องสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์

 

ปณิธาน ของผู้สมาทานโพธิสัตว์ศีล

 

      ผู้สมาทานโพธิสัตว์ศีลต้องเป็นผู้ศรัทธามั่นคงในองค์ 4 คือ พระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์ และศีล    จากนั้นต้องตั้งประณิธาน 10 ประการ พร้อมกับมหาปณิธาน 4 รวม  14 ข้อ  คือ

 

1.ระลึกถึงพุทธานุสติเสมอและหมั่นเข้าใกล้กัลยาณมิตร2.หลีกไกลจากมิตรชั่ว

3.ไม่ละเมิดศีลแม้ต้องสิ้นชีวิต             

4.ศึกษาท่องบ่นพระสูตรพระวินัยมหายานเสมอและซักถามข้อสงสัย

5.ศรัทธาในอนุตรสัมมาสัมโพธิญานเสมอ

6.หากพบเห็นสรรพสัตว์รับทุกข์ทรมานต้องช่วยเหลือเสมอ

7.ถวายบูชาพระรัตนตรัยตามกำลังสามารถเสมอ

8.กตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา,ครูอุปัชฌาย์อาจารย์

9.ละทิ้งความเบื่อหน่ายและเกียจคร้าน ขยันหมั่นศึกษาพุทธธรรม

10.เมื่อเกิดกิเลสจากวิสัย 5 หรือที่ตั้งแห่งอารมณ์ทั้ง 5 คือ รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัส  สามารถข่มจิตใจลงได้

11.สรรพสัตว์ทั้งหลายอันประมาณมิได้           เราจักโปรดให้หมดสิ้น

12.กิเลสทั้งหลายที่ไม่สงบระงับ         เราจะกำจัดให้หมดสิ้น 

13.ธรรมทั้งหลายอันไม่มีประมาณ เราจะต้องศึกษาให้เจนจบ 

14.พุทธมรรคอันประเสริฐ  เราจะต้องบรรลุให้จงได้

 




เนื้อหาหลักของเว็บ

ประวัติวัดโพธิ์แมนคุณาราม 普門報恩寺
ประวัติพุทธศาสนาในประเทศจีน
ประวัติคณะสงฆ์จีนนิกาย 泰國華宗史
พัดยศสมณศักดิ์
ประวัติและผลงานหลวงพ่อ
โอวาทหลวงพ่อ



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
วัดโพธิ์แมนคุณาราม เลขที่ 323 ถนนสาธุประดิษฐ์ ซอย19 (ซอยวัดโพธิ์แมน) เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120

เว็บไซต์ของวัดโพธิ์แมนคุณาราม นายสุรนันท์ อนันต์ธนัทกุล ครอบครัว คุณกรธรรมนพ และ กริชจนรัช จัดทำถวายเป็นอาจาริยบูชา